Visa ผลักดันโซลูชัน AI สู้อาชญากรรมไซเบอร์ จากธุรกรรมออนไลน์

Share

Loading

  • อาชญากรรมไซเบอร์มีเพิ่มมากขึ้น มิจฉาชีพสามารถใช้ Generative AI สร้างอีเมลหลอกลวง และข้อความหลอกลวงทำให้ผู้บริโภคจับพิรุธได้ยากขึ้นกว่าเดิม
  • วีซ่า ต่อยอดการใช้เทคโนโลยี Machine learning (ML) และโซลูชัน AI อย่าง Visa’s Advanced Authorisation (ViAA)
  • ขจัดความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้นก่อนการทำธุรกรรม โดยตรวจจับความผิดปกติและภัยคุกคามแบบเรียลไทม์

Visa ผลักดันโซลูชัน AI “Visa’s Advanced Authorisation (ViAA)” สู้ภัยคุกคามธุรกรรมออนไลน์ จากการชำระเงินแบบดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาชญากรรมทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นจนน่ากังวล

ในปัจจุบันเราได้เห็นการฉ้อโกงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักรักต้มตุ๋น (Romance scams) หรือการสร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งการปลอมแปลงตัวตนหรือแอบอ้างชื่อเพื่อการฉ้อโกงเหล่านี้ ล้วนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนและธุรกิจจำนวนมาก และยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยทางการเงินอีกด้วย

ปัจจุบัน มิจฉาชีพหันมาใช้ Generative AI หลอกลวง

จากการที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นจนเปลี่ยนวิธีการชำระด้วยเงินสดเป็นระบบดิจิทัล การชำระเงินแบบดิจิทัลที่เติบโตขึ้นส่งผลให้อาชญากรรมไซเบอร์มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Generative AI ที่สร้างขึ้นบนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ โดยเริ่มเลียนแบบการตอบสนองที่เหมือนมนุษย์ได้เนียนขึ้น และมิจฉาชีพสามารถใช้ความสามารถของมันไปสร้างอีเมลหลอกลวง และข้อความหลอกลวงแบบฟิชชิ่งโดยการใช้ภาษาที่ดีขึ้น ทำให้ผู้บริโภคจับพิรุธได้ยากขึ้นกว่าเดิม

ธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกมีความเชื่อมต่อกันมากขึ้น ความสุ่มเสี่ยงต่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วยซึ่งปัจจุบันวิธีการฉ้อโกงใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน

วีซ่า จึงได้ต่อยอดการใช้เทคโนโลยี Machine learning (ML) และโซลูชัน AI อย่าง Visa’s Advanced Authorisation (ViAA) เพื่อขจัดความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้นก่อนการทำธุรกรรมได้ โดยตรวจจับความผิดปกติและภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวช่วยที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่ไม่มีทรัพยากรในการจัดการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง

การชำระด้วยบัตร virtual card ซึ่งเป็นบัตรที่ใช้งานได้เหมือนบัตรพลาสติกเพื่อการชำระเงินทั่วๆ ไป แต่ใช้หมายเลขบัตรแบบใช้ครั้งเดียวและจํากัดเวลาในการชำระเงินแต่ละครั้ง ซึ่งสิ่งที่ทำให้บัตรเวอร์ชวลแตกต่างจากบัตรทั่วไปคือมาพร้อมกับ Dynamic CVV2 (dCVV2) ซึ่งบนบัตรพลาสติกเพื่อการชำระแบบมาตรฐานทั่วไปจะมีตัวเลข CVV2 จำนวน 3 หลักพิมพ์ลงบนด้านหลังของบัตร หากตัวเลขดังกล่าวถูกมิจฉาชีพล่วงรู้ ก็จะสามารถใช้บัตรและนำเลขกลับมาใช้ใหม่เพื่อทำธุรกรรมที่ฉ้อโกงได้

แต่ Dynamic CVV2 ค่าตัวเลขจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยระหว่างการชำระเงินออนไลน์ผู้ถือบัตรจะกรอกเลข Dynamic CVV2 (dCVV2) ปัจจุบัน แล้วหลังจากนั้นระบบ VisaNet จะทำการตรวจสอบรหัสด้วยฟังก์ชันการตรวจสอบสิทธิ์ dCVV2 Authenticate เพื่อยืนยันตัวตน

โดยเทคโนโลยี dCVV2 นอกจากจะช่วยป้องกันการใช้ซ้ำของบัตรที่ถูกมิจฉาชีพล้วงข้อมูลแล้ว ยังสามารถช่วยป้องกันการโจรกรรมและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องก้บการฉ้อโกงต่างๆ ได้อีกด้วย

แหล่งข้อมูล

https://www.springnews.co.th/digital-tech/technology/848253