5 เหตุผลที่บ่งชี้ว่าการรักษาความปลอดภัยมีความชาญฉลาดยิ่งขึ้น

 1,331 total views

บทความโดย ไบรอัน มัลลารี สำหรับเผยแพร่ในเว็บไซต์ Security InfoWatch.com

การบันทึกวิดีโอแบบเรียบง่ายกําลังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วไปสู่การรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะด้วยการวิเคราะห์วิดีโอแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสู่ความอัจฉริยะ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิดีโออัจฉริยะ สามารถคัดแยกข้อมูลเชิงลึกจากกล้องวงจรปิดได้มากขึ้นทำให้เกิดแนวทางการใช้งานรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และเมื่อมีการใช้ระบบรักษา ความปลอดภัยอัจฉริยะที่ทำงานตลอดเวลามากขึ้น การบันทึกวิดีโอที่ตัวกล้อง (edge) จะมีบทบาทสำคัญในการบันทึก รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความละเอียดสูงขึ้นได้ แนวโน้มที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต มีดังนี้

  1. กล้องกําลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ “ความอัจฉริยะ” ด้วย AI

HIS คาดการณ์ว่ายอดขายกล้องวิดีโอวงจรปิดทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 140 ล้านเครื่องไปเป็น 224 ล้านเครื่องระหว่างปี 2561 ถึง 2566 และคาดว่ากล้องที่มีหน่วยความจําในตัวจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย สิ่งแรกที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือกล้องวงจรปิด ที่ผ่านมาการใช้งานกล้องวงจรปิดได้มุ่งเน้นที่การแสดงฟีดวิดีโอจากตัวกล้องที่ติดตั้งตายตัวอยู่ตามสถานที่ศูนย์กลางบางแห่งซึ่งอาจใช้เพื่อการสังเกตการณ์แบบเรียลไทม์หรือบันทึกไว้เพื่อการใช้งานในอนาคต ปัจจุบัน เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของกล้องอัจฉริยะผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่แพร่หลายมากขึ้น

กล้องวงจรปิดอัจฉริยะเหล่านี้ไม่เพียงแสดงผลข้อมูลวิดีโอเท่านั้น แต่ยังต้องมีศักยภาพการประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลในตัว นอกจากนี้ ยังมีกล้องประเภทอื่น ๆ ที่ถูกใช้ในปัจจุบัน อาทิ กล้องติดตัว กล้องติดรถ รวมถึงเซ็นเซอร์และอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things หรือ IoT) รูปแบบใหม่ ๆ ข้อมูลขั้นสูงจากวิดีโอจะเอื้อให้คุณสามารถ วิเคราะห์และอนุมานข้อมูลอันมีค่ามากมายได้ในทันที ไม่ใช่การตรวจสอบ วิดีโอหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว

  1. การรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ กําลังก้าวไปสู่ระบบ edge เพื่อส่งเสริมการวิเคราะห์วิดีโอ

ท่ามกลางการใช้งานคลาวด์สาธารณะที่เติบโตสูงขึ้น บริษัทและ องค์กรต่าง ๆ มองว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์ไว้ในแห่งเดียว แต่ที่ผ่านมามีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้าม เราจะได้เห็นข้อมูลที่มีการประมวลผลแบบ edge แทนระบบคลาวด์ เหตุผลหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือค่าความหน่วง (latency)

ความหน่วงจะกลายเป็นปัญหาเมื่อต้องมีการจดจํารูปแบบแบบเรียลไทม์ ถือเป็นเรื่องยากที่กล้องจะประมวลผลข้อมูลในวิดีโอกล้องวงจรปิดที่มีการบันทึกตลอด 24 ชั่วโมงด้วยการย้อนกลับไปประมวลผลยังศูนย์กลางข้อมูลที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร การวิเคราะห์ข้อมูลเช่นนี้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและตรงตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ การวิเคราะห์ที่รวดเร็วนําไปสู่การสร้างชุมชนที่มีความปลอดภัยมากขึ้นการปฏิบัติ งานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาดยิ่งกว่าเดิม

  1. ฟอร์แม็ต 4K และความละเอียดสูงยิ่งยวดแพร่หลายในวงกว้าง

ศักยภาพและการใช้งานต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาทิ การจดจํารูปแบบ ต้องพึ่งพาความละเอียดที่สูงระดับ 4K หรือที่รู้จักกันในชื่อ UHD ข้อมูลที่มีรายละเอียดเช่นนี้ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อหน่วยความจํา ทั้งในแง่ความจุและความเร็วที่จําเป็นต่อการเขียน รวมถึงเครือข่าย โดยวิดีโอ 4K จำเป็นต้องมีหน่วยความจําที่สูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับวิดีโอแบบ HD วิดีโอ 4K ที่ไม่ถูกบีบอัดจะมีขนาดใหญ่กว่าวิดีโอ HD ประมาณ 5.7 เท่าตัว ถ้ามีการบีบอัด สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 3 เท่าตัว ไฟล์วิดีโอที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้เกิดความต้องการรูปแบบใหม่ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำหรับทั้งการผลิตวิดีโอและกล้องวงจรปิด

  1. เชื่อมต่อตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน

ไม่ว่าจะออกแบบโซลูชันที่มีการเชื่อมต่อแบบจํากัดหรือการใช้ศักยภาพ 5G ที่รวดเร็ว โซลูชันการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะส่วนใหญ่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดก็ตาม แต่หลายครั้งที่ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พื้นฐานเกิดล้มเหลว จึงต้องมีกระบวนการสํารอง (failover process) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบจะมีการทำงานอย่างต่อเนื่องหรือการกู้คืนข้อมูลหลังจากล้มเหลว ซึ่งครอบคลุมการใช้งานทุกด้านตั้งแต่ระบบควบคุมการจราจรไปจนถึงเซ็นเซอร์ ฟีดกล้อง และอื่น ๆ

  1. อุปกรณ์เพื่อ การวิเคราะห์

การตรวจสอบในตัว (self-monitoring) ได้กลายเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญสำหรับระบบต่าง ๆ เนื่องจากช่วยส่งเสริมให้มีระยะเวลาการทำงานที่ดีขึ้น มีการสนับสนุนเชิงรุก และเสริมประสิทธิภาพ ระบบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในโรงงานอัจฉริยะหรือการใช้งานในองค์กรอาจล้มเหลวได้หากมีหนึ่งส่วนประกอบไม่ทำงาน อาทิ ฮาร์ดไดรฟ์อาจล้มเหลวเนื่องจากพัดลมเสียทำให้อุณหภูมิในตัวเครื่องสูงขึ้นอย่างมาก การออกแบบแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อติดตามสภาพการทำงานของอุปกรณ์ทำให้สามารถสร้างระบบที่ทำงานแบบเชิงรุก การรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะจำเป็นต้องมีฮาร์ดไดรฟ์ที่มีประสิทธิภาพขั้นสูง อย่างความสามารถในการตรวจสอบอุณหภูมิของอุปกรณ์เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถแก้ไขได้ทันทีก่อนที่ความเชื่อมั่นในการใช้งานจะลดลง

ออกแบบมาเพื่อ Edge พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ

การทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะเป็นจริงขึ้นมาได้จะต้องมุ่งเน้นอย่างระมัดระวังที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่าจะรองรับการขยายตัวของกล้องวิดีโอพลัง AI ความละเอียดของวิดีโอที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ความคาดหวังในการเชื่อมต่อตลอดเวลา และปัจจัยอื่น ๆ เมื่อการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะมีวิวัฒนาการสูงขึ้น การจัดเก็บข้อมูลก็ต้องพัฒนาขึ้นตามไปด้วย

เมื่อต้องออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ คุณควรให้ความสำคัญกับโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยอย่างเฉพาะเจาะจงโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

ความจุ – IDC คาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์ 4.16 หมื่นล้านเครื่องที่เชื่อมต่อ IoT หรือ “Things” ที่สร้างข้อมูล 794 เซตตาไบต์ (ZB) ภายในปี 2568 และข้อมูลส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการใช้งานกล้องวงจรปิด นอกจากการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณมหาศาล ความต้องการใช้งานความกว้างของแถบคลื่นความถี่ (bandwidth) เพื่อเก็บข้อมูลระดับ 4K หรือสูงกว่านั้นก็ขยายตัวเพิ่มขึ้น

สภาพแวดล้อม – กล้องวงจรปิดอัจฉริยะมักถูกใช้ในสถานที่ห่างไกลหรืออยู่ภายใต้สภาพ แวดล้อมที่สุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นในด้านความสูง อุณหภูมิ ความชื้น และการสั่นสะเทือน การจัดเก็บข้อมูลต้องมีประสิทธิภาพและสร้างตามเชื่อมั่นในการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมทุกรูปแบบ

ความทนทาน – เวิร์กโหลดรูปแบบใหม่ที่เกิดจากอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อมากขึ้น ทำให้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่สนับสนุนเวิร์กโหลดดังกล่าวต้องรักษาความสามารถในการอ่านและเขียนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความทนทานที่สูงขึ้นจะช่วยลดความถี่ในการบำรุงรักษา และจะสามารถทนทานต่อวงจรการเขียนและลบอย่างต่อเนื่องได้นานขึ้นหลายชั่วโมงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เกรดสำหรับผู้บริโภคและเพื่อการพาณิชย์

การบำรุงรักษาในสถานที่ห่างไกล – โซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้ในกล้องวงจรปิดอัจฉริยะมีบทบาทในการส่งเสริมระยะเวลาการทำงานของระบบความปลอดภัยทั้งหมด พร้อมกับมีการหยุดชะงักน้อยและไม่ต้องบำรุงรักษามากนัก เนื่องจากอุปกรณ์เพื่อการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายเสมอไป ความสามารถในการคาดคะเนอัตราการเสื่อมของอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอัจฉริยะไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตามถือว่ามีความสำคัญ

อายุใช้งานที่ยาวนาน – อุปกรณ์เพื่อการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะอาจต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้นานขึ้นเพื่อการวิเคราะห์แนวโน้ม ดังนั้น ความสามารถในการเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีจำนวนมากขึ้นพร้อมการรักษาข้อมูลที่นานกว่าจึงมีความสำคัญ โดยอาจมีการเก็บรักษาข้อมูลอย่างเฉพาะเจาะจงไว้ในระบบคลาวด์หรือภายในองค์กรสำหรับทำการวิเคราะห์ในอนาคต โซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลต้องมีความยืดหยุ่นขยายตัวได้ง่ายเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงตอบสนองนโยบายการจัดเก็บข้อมูลในอนาคตและศักยภาพที่จําเป็นต่อการใช้งานหลากหลายรูปแบบหรือแนวทางการใช้งานต่าง ๆ

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
33 ถนนสุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว
เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
Tel : +66(0) 2553-8888

https://www.synnex.co.th/th/members/productslist.aspx?Brand=V0Q=