การประยุกต์ใช้ 5G จะส่งผลอย่างไรต่อเมืองอัจฉริยะ

เทคโนโลยี 5G นั้นเร็ว – ซึ่งฉันหมายความว่ามันเร็วจริงๆ ที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้ตระหนักถึงความล้ำหน้าของเทคโนโลยี 4G จนกระทั่งฉันได้เข้าไปชมการออกบูธการประชุมที่ผ่านมานี้ ด้วยเทคโนโลยีมือถือรุ่นต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนนั้นเรียงรายไปตามโต๊ะ และเมื่อฉันถูกขอให้หมุนลูกฟุตบอล ด้วยการประยุกต์ใช้ 5G ฉันได้ดูการหมุนของลูกบอลจากจอในแบบเรียลไทม์ ส่วน 4G นั้นจะช้ากว่าไม่กี่วินาที

สำหรับพวกเรานั้น ช่วงเวลาที่ล่าช้าไม่กี่วินาทีมันไม่มีอะไรมากไปกว่าความไม่สะดวก แต่สำหรับเมืองอัจฉริยะแล้ว มันอาจหมายถึงช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายได้เลย การบังคับใช้กฎหมายและบุคลากรในเวลาฉุกเฉินนั้นจะสามารถสื่อสารและควบคุมการจราจรได้รวดเร็วเพื่อให้รถฉุกเฉินสามารถไปยังที่เกิดอุบัติเหตุหรืออาชญากรรมได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ด้วยข้อมูลจำนวนมากที่สร้างขึ้นโดยอุปกรณ์เทคโนโลยี 5G Internet of Things (IoT) นั้น จะสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสภาพถนนกับรถอัจฉริยะได้แบบเรียลไทม์ เช่น รถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการประยุกต์ใช้ 5G นั้นจะสามารถเปลี่ยนกระแสเกมได้เมื่อพูดถึงเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สินในเมืองอัจฉริยะ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต – สิ่งที่จะสร้างข้อมูลในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน – ก็กำลังสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเช่นกัน

เมื่อการเชื่อมต่อออนไลน์เร็วขึ้นและความเป็นอัจฉริยะนั้นได้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานสำหรับเมืองต่างๆ แล้ว เราจะจัดวางการป้องกันจุดปลายทางเหล่านั้นและความเป็นส่วนตัวเบื้องหลังการใช้งานข้อมูลได้อย่างไร?

ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์ในการประยุกต์ใช้ 5G

การประยุกต์ใช้ 5G นั้นกำลังเพิ่มจุดปลายทางและอุปกรณ์ IoT ใหม่ๆ จำนวนมากในเมืองอัจฉริยะ – ซึ่งไม่เพียงแต่เหตุผลที่คุณอาจกำลังคิด อย่างเช่นการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้นและเทคโนโลยีที่ดีกว่านั้นจะให้บริการที่ดีขึ้นและปรับปรุงความปลอดภัยในทรัพย์สินสำหรับประชาชน และยังจะมีการเพิ่มจุดปลายทางให้มากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่ 5G ต้องการ

“เนื่องจากเครือข่าย 5G นั้นต้องการความถี่ที่สูงขึ้น ดังนั้นสัญญาณจึงไม่ได้แพร่กระจายไปไกลเหมือนอย่างเครือข่าย 4G” คุณ Russ Mohr วิศวกรฝ่ายขายและผู้เผยแพร่เทคโนโลยีของ Apple กับ MobileIron ได้อธิบายในการให้สัมภาษณ์ทางอีเมล ผลลัพธ์คือผู้ให้บริการที่ใช้จุดปลายทางอื่น ๆ อีกมากมาย (เรียกกันว่าเซลล์ขนาดเล็ก) ที่ทำให้การตั้งค่าเกิดความผิดพลาด และเกิดการบุกรุกได้

“แฮกเกอร์อาจพบว่ามันง่ายกว่าที่จะหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าของไซต์เล็ก ๆ” คุณ Mohr กล่าว

จุดขายของการประยุกต์ใช้ 5G – ความเร็วระดับมิลลิวินาทีนั้นจะเอื้อต่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและการตอบสนองสถานการณ์ในแบบเรียลไทม์ – ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนด้านความปลอดภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน แอปพลิเคชั่นแบบทันต่อเวลานั้นจะเพิ่มแนวโน้มความเสี่ยงเป็นทวีคูณ ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่มขึ้นในการโจมตีของแรนซัมแวร์ที่ประสบความสำเร็จในหลายเมืองของสหรัฐฯ ที่ทำให้การทำงานรายวันหยุดชะงัก ซึ่งหากเครือข่าย 5G ของเมืองถูกแทรกซึมโดยผู้คุกคามจากภายนอกหรือแม้กระทั่งพนักงานที่ไม่พอใจคนหนึ่ง เมืองทั้งเมืองอาจจะตกเป็นตัวประกันได้ ด้วยการเพิ่มจุดปลายทางของเทคโนโลยี 5G นั้นจะเป็นจุดอ่อนเพิ่มเติมสำหรับคนร้ายในการใช้ประโยชน์

เมืองอัจฉริยะที่มีการใช้งาน 5G นั้นต้องการพนักงานไอทีและทีมงานความปลอดภัยทางโลกไซเบอร์ที่มีความพร้อมในการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวันเพิ่มขึ้น ซึ่งหากการดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น จะสามารถตรวจพบภัยคุกคามได้ทันที แต่ว่างบประมาณของเมืองนั้นจะเพียงพอต่อความต้องการของพนักงานหรือไม่ หรือผู้เสียภาษีจะสามารถยอมรับเงื่อนไขนี้เพื่อ IoT ที่สะดวกสบายของพวกเขาหรือไม่?

ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของไซเบอร์นั้น เกิดขึ้นจากการมีจุดปลายทางที่ให้ข้อมูลมากขึ้น ในเวลาที่ประชาชนมีความระมัดระวังของข้อมูลความเป็นส่วนตัวมากขึ้นนั้น ทางชุมชนก็ได้พยายามหาวิธีจัดการกับความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนข้อมูลที่สร้างขึ้นในกล้อง IoT เซ็นเซอร์การจราจร และอุปกรณ์อื่นๆ และพวกเขาก็เตรียมจะเก็บข้อมูลในปริมาณมากขึ้นเนื่องจากกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลถูกนำไปใช้ทั่วประเทศ

สร้างเมืองอัจฉริยะ 5G ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

เมื่อเครือข่าย 5G ได้กลายเป็นมาตรฐานในเมืองต่างๆ และเมืองนั้นก็พึ่งพา IoT และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลมากขึ้น ผู้นำเมืองทั้งหลายก็จะถูกบังคับให้คิดเกี่ยวกับวิธีการรักษาความปลอดภัยใหม่ ความปลอดภัยทางไซเบอร์จะต้องมีความสำคัญมากขึ้น แต่ก็ต้องสามารถมีการปรับเปลี่ยนระบบและเครื่องมือรักษาความปลอดภัยทางโลกไซเบอร์ให้ไปที่เครื่องที่ใช้โดยเทศบาลได้ Firewall และซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสแบบดั้งเดิมจะไม่ทำงานในเครือข่ายที่มีจุดปลายทางและข้อมูลนับล้านที่เคลื่อนที่ผ่านระบบคลาวด์

สุขลักษณะความปลอดภัยที่ดีขึ้นนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีในโลกที่มีการเชื่อมต่อเร็วขึ้น คุณ Mohr ได้แนะนำการใช้ประโยชน์จากการเข้ารหัส โดยเฉพาะเมื่อมันมีการส่งผ่านข้อมูล

“สิ่งนี้มักถูกมองข้ามไปเมื่อพูดถึงการพัฒนาแอปพลิเคชั่นภายใน แต่มักจะทำโดยผู้รับเหมาภายนอก” เขายังกล่าวเสริมอีก “คุณไม่ควรพัฒนาแอปพลิเคชั่นอย่างชุ่ยๆ และปล่อยให้มันนิ่งอยู่นานหลายปี”

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่องกลนั้นสามารถใช้เพื่อตรวจจับการจู่โจมและการคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับเครือข่ายได้ดีขึ้น เพราะว่าเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำงานได้ในปริมาณและความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เครือข่าย 5G ควรจะ “ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่กำหนดโดยกรอบของสถาบันมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ” คุณ Susan Miller บรรณาธิการบริหารของ GCN แนะนำ และคุณ Miller ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกกฎระเบียบของรัฐบาลเพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดจากเทคโนโลยีที่เร็วขึ้น เนื่องจากสิ่งนี้สามารถปรับปรุงการติดตามและตรวจสอบแนวโน้มก่อนที่จะกลายเป็นอันตราย

เครือข่าย 5G นั้นกำลังจะปฏิวัติเมืองให้เป็นอัจฉริยะ และประชาชนจะเห็นข้อดีในหลายๆ ด้านโดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเรา แต่ด้วยการเชื่อมต่อโลกไซเบอร์ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้นมีความเสี่ยงที่อาชญากรจะสามารถสร้างความเสียหายที่เราไม่รู้จัก เมื่อเมืองฉลาดขึ้นและการเชื่อมต่อเร็วขึ้น ชุมชนจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ยังคงดำเนินต่อไป

แปลและเรียบเรียงโดยทีมกองบรรณาธิการ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา

https://securityintelligence.com/articles/how-will-5g-deployment-impact-smart-cities/